ร้อยไหมคืออะไร ไหม PDO กับไหมก้างปลาต่างกันอย่างไร อยู่ได้นานแค่ไหน
ร้อยไหมช่วยยกตำแหน่งเนื้อเยื่อที่หย่อนลงมา ถ้าทำกับหน้าที่เหมาะ ผลจะดูเป็นธรรมชาติ ถ้าทำผิดคน ผลมักไม่เป็นอย่างที่คาด
ร้อยไหมทำอะไรกับใบหน้า
ร้อยไหมคือการใส่ไหมละลายเกรดการแพทย์เส้นเล็กๆ ผ่านเข็มหรือแคนนูลาไปในชั้นใต้ผิว ไหมแต่ละแบบทำงานได้หนึ่งหรือสองอย่าง
- ยกเชิงกล ไหมที่มีเงี่ยงเล็กๆ (ไหมก้างปลา หรือ Cog) จะเกี่ยวเนื้อเยื่อไว้ แล้วดึงยกขึ้นและยึดในตำแหน่งใหม่
- กระตุ้นคอลลาเจน ระหว่างที่ร่างกายค่อยๆ สลายเส้นไหม จะเกิดคอลลาเจนใหม่รอบๆ ช่วยให้ผิวแน่นและคุณภาพผิวดีขึ้น
ร้อยไหมคือการ ยกตำแหน่ง ไม่ใช่การ เติมปริมาตร ความต่างข้อนี้เป็นตัวตัดสินว่าร้อยไหมเหมาะกับเราหรือไม่
ชนิดของไหม
แบ่งตามรูปแบบ
- ไหมเรียบ (Mono) เส้นเล็ก ตรง เน้นปรับคุณภาพผิว ช่วยยกได้น้อย
- ไหมเกลียว (Screw/Twist) พยุงเฉพาะจุดได้มากขึ้นเล็กน้อย
- ไหมก้างปลา (Cog/Barbed) เป็นไหมสำหรับยก ใช้บริเวณแก้ม แนวกราม และเหนียง
แบ่งตามวัสดุ
| วัสดุ | ระยะเวลาละลายโดยประมาณ | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| PDO (Polydioxanone) | ประมาณ 6 เดือน | ใช้แพร่หลาย มีข้อมูลความปลอดภัยยาวนาน |
| PLLA (Poly-L-lactic acid) | ประมาณ 12–18 เดือน | กระตุ้นคอลลาเจนได้ดี |
| PCL (Polycaprolactone) | ประมาณ 18–24 เดือน | ละลายช้าที่สุด |
ไหมละลายหมดไม่ได้แปลว่าผลจะหายไปในวันนั้น คอลลาเจนใหม่และตำแหน่งที่ยกไว้ยังคงอยู่ต่อไประยะหนึ่ง แล้วค่อยๆ ลดลงตามเวลา
ใครเหมาะกับการร้อยไหม
- ผู้ที่แก้ม เหนียง หรือแนวกราม หย่อนน้อยถึงปานกลาง
- ผู้ที่ผิวมีความหนาพอสมควร
- ผู้ที่ต้องการผลแบบดูสดชื่นขึ้น ไม่ได้ต้องการให้หน้าเปลี่ยนไปมาก
กรณีที่มักไม่เหมาะ
- ผิวหย่อนมากหรือผิวบางมาก
- ปัญหาหลักคือ ขาดปริมาตร เช่น แก้มตอบ ขมับบุ๋ม ซึ่งควรแก้ด้วยฟิลเลอร์หรือสารกระตุ้นคอลลาเจนก่อน
- มีการติดเชื้อที่ผิว มีภาวะเลือดออกง่าย หรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง ซึ่งควรปรึกษาแพทย์ก่อน
ขั้นตอนการทำ
- ปรึกษาและวางแนว แพทย์ประเมินทิศทางและระดับการหย่อน แล้วกำหนดจุดเข้าและแนวไหม
- ฉีดยาชาเฉพาะที่ ที่จุดเข้าและตลอดแนวที่จะร้อย
- ร้อยไหม ใส่ไหมด้วยเข็มหรือแคนนูลา แล้วปรับไหมก้างปลาเพื่อยกเนื้อเยื่อ
- ระยะเวลา สำหรับหน้าส่วนล่าง ใช้ประมาณ 30–60 นาที
การพักฟื้นตามจริง
| ช่วงเวลา | อาการที่พบได้ตามปกติ |
|---|---|
| วันที่ 1–3 | บวม ตึง กดเจ็บ อาจมีรอยช้ำ และรอยบุ๋มที่จุดเข้า |
| วันที่ 3–7 | ยุบบวมลง ส่วนใหญ่ออกไปข้างนอกได้สบายใจ |
| สัปดาห์ที่ 1–2 | ยังตึงเล็กน้อยเวลาเคี้ยวหรือหาว รอยไม่เรียบเล็กๆ มักหายไป |
| สัปดาห์ที่ 4–8 | เนื้อเยื่อเข้าที่ และเริ่มสร้างคอลลาเจน |
ในช่วงประมาณ 2 สัปดาห์แรก แพทย์มักแนะนำให้
- งดอ้าปากกว้าง งดเคี้ยวของแข็งมาก และงดทำฟัน
- งดนวดหน้า ทำทรีตเมนต์หน้า หรือกดหน้าแรงๆ
- นอนหงาย หนุนหมอนสูงเล็กน้อย
- งดซาวน่า ฮอตโยคะ และออกกำลังกายหนักในสัปดาห์แรก
ความเสี่ยงที่ควรรู้
อาการส่วนใหญ่เป็นแค่ชั่วคราว เช่น ช้ำ บวม หน้าไม่สมมาตร หรือผิวบุ๋มตรงที่ไหมยึด ที่พบน้อยกว่าคือ คลำหรือเห็นเส้นไหม ไหมโผล่ ออกมาทางผิว ติดเชื้อ หรือปวดนาน ซึ่งส่วนใหญ่แก้ไขได้ บางครั้งต้องเอาไหมออก ความเข้าใจกายวิภาค เช่น ตำแหน่งเส้นประสาท หลอดเลือด และต่อมน้ำลาย คือสิ่งที่ช่วยลดความเสี่ยง
ร้อยไหมในแผนการรักษา
ใบหน้าแทบไม่เคยแก่ในแบบเดียว ลำดับที่ใช้บ่อยคือเติมโครงสร้างที่ขาดก่อน เช่น คางและกรอบหน้า โหนกแก้ม หรือขมับ จากนั้นยกด้วยไหม แล้วเกลาผิวด้วยเครื่องมือยกกระชับอย่าง Ultherapy (อัลเทอร่า), HIFU (ไฮฟู) หรือ Thermage (เทอร์มาจ) การทำตามลำดับที่ถูกต้องมักช่วยให้ใช้ทุกอย่างน้อยลง
ร้อยไหมที่ดีจะมองไม่ออกว่าทำ คนรอบข้างจะเห็นแค่ว่าเราดูสดชื่นขึ้น ไม่ได้เห็นว่ามีอะไรดึงหน้าอยู่
คำถามที่พบบ่อย
ร้อยไหมอยู่ได้กี่เดือน
ผลการยกมักอยู่ได้ประมาณ 6–12 เดือน บางคนนานกว่านั้น ไหมที่ละลายช้า เช่น PLLA หรือ PCL อาจกระตุ้นคอลลาเจนได้นานกว่า PDO นอกจากนี้ยังขึ้นกับอายุ สภาพผิว และการใช้กล้ามเนื้อหน้า
ร้อยไหมเจ็บไหม
ทำภายใต้ยาชาเฉพาะที่ ส่วนใหญ่จะรู้สึกตึงหรือถูกดึงมากกว่าเจ็บแปลบ หลังทำจะรู้สึกตึงและกดเจ็บอยู่หลายวัน ซึ่งทานยาแก้ปวดทั่วไปได้
ร้อยไหมแล้วกี่วันไปทำงานได้
งานนั่งโต๊ะส่วนใหญ่กลับไปทำได้ใน 2–3 วัน ถ้าไม่อยากให้เห็นรอยช้ำหรือบวม แนะนำให้เผื่อเวลาประมาณ 1 สัปดาห์
ร้อยไหมมีความเสี่ยงอะไรบ้าง
ที่พบบ่อยคือช้ำ บวม หน้าไม่สมมาตรชั่วคราว หรือผิวบุ๋มเป็นรอย ซึ่งมักหายเอง ที่พบน้อยกว่าคือคลำหรือเห็นเส้นไหม ไหมโผล่ หรือติดเชื้อ ซึ่งควรกลับไปให้แพทย์ตรวจ ส่วนการระคายเคืองเส้นประสาทหรือปวดนานพบได้น้อยมาก
ร้อยไหมกับฟิลเลอร์ อันไหนดีกว่า
สองอย่างนี้แก้คนละปัญหา ร้อยไหมใช้ยกเนื้อเยื่อที่หย่อนลงมา ส่วนฟิลเลอร์ใช้เติมปริมาตรที่หายไป หลายคนต้องใช้ทั้งสองอย่างในปริมาณที่พอดี และลำดับการทำก็สำคัญ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการตรวจและปรึกษาแพทย์โดยตรง ความเหมาะสม ผลลัพธ์ และระยะพักฟื้นแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ทุกหัตถการมีความเสี่ยงที่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ